สารบัญ
Toggleศัลยกรรมเสริมจมูก
การเสริมจมูกถือเป็นศัลยกรรมมักจะเป็นอีกจุดที่สำคัญและสามารถทำได้ทั้งในทุกๆเพศ ซึ่งการเสริมจมูกในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี โดยแต่ละวิธีจะต้องถูกวินิจฉัยจากศัลยแพทย์ให้เหมาะกับคนไข้ และการปฏิบัติตัว วิธีดูแลตนเองก่อนและหลังจากทำศัลยกรรมให้ถูกต้องสิ่งสำคัญคือการเลือกคลินิกและศัลยแพทย์ที่เชื่อถือและปลอดภัย
การศัลยกรรมจมูกสามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธี
1. เสริมแบบเปิด (Open Rhinoplasty)
เป็นวิธีการผ่าเปิดแผลเพื่อให้เห็นโครงสร้างของจมูกโดยรวมทั้งหมด นิยมใช้วิธีนี้ในกรณีที่คนไข้ต้องการแก้จมูก หรือมีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างจมูก เช่น จมูกสั้น จมูกคด จมูกเบี้ยว มีฮัมพ์ โดยศัลยแพทย์จะเปิดแผลจากฐานจมูกผ่าเป็นแนวดิ่ง และแยกชั้นผิวหนังและโครงสร้าง โดยปกติจะแก้ไขก่อนทำการเสริมจมูกเข้าไป การปรับแก้ไขจะอยู่ในการวินิจฉันของศัลยแพทย์
ขั้นตอนการเสริมจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty)
การเสริมจมูกแบบเปิด คนไข้จะต้องดมยาสลบ (ภายใต้การดูแลของวิสัญญีแพทย์) จากนั้นศัลยแพทย์จะเปิดแผลบริเวณใต้ฐานจมูก และกรีดผ่าเป็นแนวดิ่งจนเห็นแกนจมูก แยกผิวหนังออกจากโครงสร้างของจมูก เพื่อให้สามารถเห็นโครงสร้างจมูกได้ทั้งหมด และทำการปรับแต่งโครงสร้างเดิมที่มีปัญหาก่อนการเสริมจมูก เช่น การตัดแต่งกระดูกจมูกเดิมที่คดเบี้ยว การตะไบกระดูกสันจมูกนูน (ฮัมพ์) หรือหากคนไข้มีจมูกสั้นก็สามารถใช้กระดูกผนังกั้นจมูกยืดความยาว เป็นต้น และทำการเสริมด้วยซิลิโคน หรือ กระดูกอ่อนของคนไข้ หรือเสริมด้วยซิลิโคนร่วมกับการการใช้กระดูกอ่อนส่วนต่างๆ ตัวอย่างเช่น กรณีที่ใช้กระดูกอ่อนซี่โครง, กระดูกอ่อนหลังใบหู และกระดูกอ่อนจากผนังกั้นจมูก ซึ่งการผ่าตัดแบบโอเพ่น จะใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง หลังผ่าตัดจะต้องนอนพักฟื้นที่รพ. 1 คืน
2. เสริมแบบปิด (Closed Endonasal Rhinoplasty)
เป็นวิธีการเสริมจมูกที่นิยมและมักใช้กับคนไข้ที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างจมูกหรือการแก้ไข เป็นการเสริมเพียงซิลิโคนและเสริมปลายจมูกด้วยกระดูกอ่อน หลังจากวินัจฉัยแล้วศัลยแพทย์จะทำการเปิดแผลตรงขอบรูจมูก ซึ่งเป็นการส้รางช่องว่างที่สันจมูกใต้เยื่อหุ้ม แผลอาจเปิดข้าวเดียวหรือสองข้างตามการวินิจฉัยของศัลยแพทย์
ขั้นตอนการเสริมจมูกแบบปิด (Closed Endonasal Rhinoplasty)
ศัลยแพทย์จะนำยานอนหลับให้ทานเพื่อลดความเครียดและความกังวล จากนั้นจะฉีดยาชาโดยรอบจมูก เปิดแผลบริเวณขอบรูจมูก โดยแผลที่เปิดอาจจะเปิดเพียงข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ หลังจากเปิดช่องว่างที่สันจมูกใต้เยื่อหุ้มกระดูกและศัลยแพทย์จะใส่แท่งซิลิโคนเข้าไป และจัดวางซิลิโคน จากนั้นจะทำการปิดแผลและใส่เฝือกจมูก ในการผ่าตัดเสริมจมูก 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และโดยปกติจะใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ฟื้นจากฤทธิ์ยา เมื่อคนไข้รู้สึกดีขึ้น สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านและมาติดตามอาการตามใบนัดได้
วิธีการศัลยกรรมจมูก
1. ใช้ซิลิโคน
ซิลิโคน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เป็น ซิลิโคนมาตรฐารธรรมดา โดยจะมีลักษณะเนื้อแข็ง และ ซิลิโคนมาตรฐานพิเศษ จะมีลักษณะผิวเรียบ เนียน มีความยืดหยุ่นกว่า เนียนกว่า และสามารถบิดได้ ทั้งนี้การเลือกซิลิโคนควรอยู่ในการวินิจฉัยของศัลยแพทย์ เนื่องจากในแต่ละคน สภาพโครงสร้างจมูกที่ต่างกัน ความเหมาะสมจึงควรแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เช่น สภาพเนื้อจมูก ในคนไข้ที่มีเนื้อจมูกมาก อาจจำเป็นที่จะต้องใช้ซิลิโคนแบบมาตรฐานที่มีความแข็ง เนื่องจากเนื้อที่หนาของจมูกหากใส่แบบซิลิโคนมาตรฐานพิเศษเข้าไปอาจจะทำให้ถูกกดทับและซิลิโคนผิดรูป เบี้ยว ได้ หรือในกรณีที่มีเนื้อจมูกไม่หนามาก สามารถใส่ซิลิโคนมาตรฐานพิเศษได้ ซึ่งทั้งหมดนั้นอาจจะต้องปรึกษากับศัลยแพทย์อย่างละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว ข้อดีของการใช้ซิลิโคน ซิลิโคนที่นำมาใช้เสริมจมูกสามารถมีอายุการใช้งานได้ตลอดชีวิต จึงไม่จำเป้นต้องเปลี่ยนใหม่ ยกเว้นในกรณีที่ต้องการแก้ไข หรือเปลี่ยนทรงจมูก โดยซิลิโคนที่ใช้เสริมจมูกจะเป็นซิลิโคนพิเศษที่นำมาใช้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น จึงมีความปลอดภัย และทำปฏิกิริยาต่อร่างกายข้อนข้างน้อย สามารถอยู่กับเนื้อเยื่อได้ดี
2. ใช้กระดูกอ่อน
เป็นการนำกระดูกอ่อนในส่วนต่างๆในร่างกายของคนไข้เองมาใช้ เช่น กระดูกอ่อนจากผนังกั้นจมูก กระดูกอ่อนจากใบหู กระดูกอ่อนซี่โครง
ข้อดีของการใช้กระดูกอ่อน
มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากการใช้วิธีนี้เป็นการนำเอากระดูกอ่อนของคนไข้เองมาใช้เสริม ดังนั้นร่างกายจึงไม่มีอาการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมหรืออาการแพ้ นอกจากนี้ร่างกายยังสมานแผลได้ไวและดูเป็นธรรมชาติ สำหรับคนผิวจมูกบางการเสริมด้วยกระดูกอ่อนยังลดความเสี่ยงที่ซิลิโคนจะแทงทะลุอีกด้วย
ถึงแม้ความนิยมการใช้กระดูกอ่อนมาเสริมจมูกแทนซิลิโคนทั้งชิ้นจะยังมีไม่มากนักในประเทศไทย แต่ยังมีผู้เลือกใช้วิธีนี้ในการเสริมจมูกอยู่เรื่อยๆและมีมากขึ้นในปัจจุบัน โดยกระดูกอ่อนที่เลือกนำมาเสริมจะเป็นส่วนของกระดูกอ่อนบริเวณซี่โครง ซึ่งเป็นส่วนที่มีเนื้อกระดูกมากพอจะใช้ทดแทนซิลิโคนทั้งชิ้น กระดูกซี่โครงมีความเหมาะสมที่สุดในการสร้างปลายจมูกให้เป็นไปตามความต้องการของคนไข้ เช่น โค้ง ยาว หรือความพุ่งของส่วนปลายจมูกโดยไม่เสี่ยงที่จะเกิดการทะลุ ทั้งนี้การเลือกใช้กระดูกอ่อนในการเสริมจมูกจึงมีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก ทั้งในส่วนของการนำกระดูกซีโครงมาขึ้นรูป และการกำหนดจุดวาง ขั้นตอนต่างๆจำเป็นต้องอาศัยความชำนาญจากศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญพิเศษ การเลือกสถานที่เพื่อเข้ารับการบริการจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องหาข้อมูลของศัลยแพทย์และสถานที่ให้ดี
3.เนื้อเยื่อเทียม
การใช้เนื้อเยื่อเทียมได้รับความนิยมมากพอๆกับการใส่ซิลิโคนในประเทศไทย เนื้อเยื่อเทียมถูกสร้างขึ้นจากคอลลาเจนสังเคราะห์ที่ถูกเลียนแบบเนื้อเยื่อของมนุษย์ ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับฟองน้ำ มีความนุ่ม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการศัลยกรรมจมูก
ข้อดีของการใช้เนื้อเยื่อเทียม
เนื้อเยื่อเทียมมีความปลอดภัยและป้องกันการทะลุได้ระดับหนึ่ง โดยตัวเนื้อเยี่อที่สร้างจากคอลลาเจนทำให้ร่างกายไม่เกิดการต่อต้านหรือเกิดอาการแพ้ สามารถขึ้นรูปได้ตามความต้องการของคนไข้และนิยมเป็นตัวเลือกสำหรับการแก้จมูกหรือเพิ่มเนื้อเยื่อจมูกภายใน
การเตรียมตัวก่อนเสริมจมูก
- งดทานยาที่มีผลต่อการฟกช้ำบวมจากเลือดเช่น กลุ่มแอสไพริน หรือ ไอบิวโพรเฟน ที่มีผลต่อการฟกช้ำบวมจากเลือด
- งดทานอาหารเสริม ที่มีผลต่อการไหลของเลือด(เลือดหยุดช้า)น้ำมันตับปลา หรือวิตามินต่างๆ
- งดน้ำและอาหาร 6 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด
การดูแลหลังผ่าตัด
- ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือเจลประคบ ในช่วง 2 วันแรก กรณีที่มีรอยช้ำให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประกคบต่อ
- สามารถใช้สบู่อ่อนล้างอย่างเบามือ และใช้ Cotton Bud ชุบน้ำสะอาดและทำความสะอาดบริเวณแผล
- ในกรณีเสริมด้วยกระดูกซี่โครง งดยกของหนัก และงดทำงานอื่นๆ 1 เดือน
ตัดปีกจมูก
เทคนิคการศัลยกรรมตัดปีกจมูก
การผ่าตัดศัลยกรรมตัดปีกจมูกเป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้เวลา 30 นาที โดยประมาณ ซึ่งการผ่าตัดมีหลายวิธีการขึ้นอยู่กับลักษณะและปัญหาของคนไข้ วิธีการผ่าตัดจะถูกศัลยแพทย์ประเมินและเลือกวิธีการก่อนผ่าตัดเพื่อให้เหมาะสมกันในแต่ละคน
- การตัดปีกจมูกที่ฐานด้านนอก วิธีนี้เหมาะกับคนไข้ที่มีปีกจมูกด้านข้างเยอะ บาน และต้องการแก้ไขทำให้เรียวเล็ก การผ่าตัดเป็นการตัดเนื้อด้านข้างฐานจมูกออก ประมาณ 2 mm. ผลจะทำให้ขนาดของปีกแคบลง
- การตัดปีกจมูกด้านนอกและด้านในจมูก วิธีนี้เหมาะกับคนไข้ที่มีรูจมูกใหญ่ และปีกจมูกบาน และต้องการให้จมูกดูเรียวเล็ก โดยการทำลดขนาดปีกและขนาดจมูกลง
- การตัดด้านในที่ฐานจมูก วิธีนี้เหมาะกับคนไข้ที่ต้องการจะลดจมูกบานแต่ต้องการขนาดของรูจมูกซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีรูจมูกเล็กอยู่แล้ว โดยจะตัดเนื้อปีกจมูกออกประมาณ 2 mm.
- การตัดปีกจมูกแบบซ่อนแผลภายใน วิธีนี้เหมาะกับคนไข้ที่ต้องการลดขนาดปีกจมูก แบน และรูจมูกกว้าง โดยแผลจะถูกซ่อนอยู่ใต้ปีกด้านในของจมูก เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเนื่องจากแผลถูกซ่อนไว้ใต้ปีกจมูกทำให้ไม่เห็นร้อยแผล
การเตรียมตัวก่อนตัดปีกจมูก
ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัวของคุณ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และยาที่แพ้ เช่น เพนนิซิลิน ซัลฟา เป็นต้น รวมไปถึง
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่่
- งดยาต้านการอักเสบ (NSAID) เช่น แอสไพริน
- ถ้ามีแผลหรือสิ่วที่บริเวณจมูกหรือปลายจมูก ควรรอให้สิวหรือแผลหายก่อนจึงจะทำการผ่าตัดได้
- งดทานอาหารประเภทอาหารทะเลและของหมักดอง
- งดอาหารเสริมและวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัด
- งดแต่งหน้า และควรสระผมก่อนให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด
- กรณีการฉีดยาชาเฉพาะที่ สามารถรับประทานอาหารก่อนมาผ่าตัดได้ ไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร
การดูแลหลังการผ่าตัดปีกจมูก
- แนะนำนอนศีรษะสูง เพื่อช่วยลดอาการบวม หมั่นประคบเย็นทุกๆ4ชั่วโมง
- รับประทานอาหาร ยา ตามแพทย์สั่ง มาพบแพทย์ตามนัดเพื่อตัดไหมหลังผ่าตัดประมาณ 7 วัน
- งดทานเครื่องดืมที่มีแอลกอฮอล์และอาหารหมักดองจนกว่าแผลจะหาย
- งดให้แผลโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม ใช้ Cotton Bud ทายาตามแพทย์สั่งอย่างเบามือ กรณีที่ต้องการล้างหน้าควรทำอย่างระมัดระวัง
- หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยการทาครีมกันแดดหรือใส่หมวกหากจำเป็นต้องออกเนื่องจาก สีผิวบริเวณที่มีรอยช้ำเมื่อโดนแดดอาจจะเปลี่ยนสีได้
- การบวมหลังจากทำการผ่าตัดจะหายไปภายใน 2 อาทิตย์ ซึ่งอาจเร็วหรือช้าแตกต่างกันตามสภาพร่างกายของแต่ละคน
รีวิวเสริมจมูก













